ดูดไขมันต้นขามีกี่วิธี!? การดูดไขมัน ถือว่าเป็นศัลยกรรมความงามอย่างหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากสามารถช่วยทำให้ผู้หญิงที่อยากมีหุ่นที่สวย มีสัดส่วนตามที่ต้องการได้ และไม่เป็นอันตราย นอกจากนี้ การศัลยกรรมประเภทนี้นั้น ผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันอาจไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยจะใช้ระยะเวลาของขั้นตอนการดูดไขมันไม่นาน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับประเภทของการดูดไขมันด้วย

และหลังทำเสร็จอาจต้องสังเกตอาการอีกประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หลังจากการดูดไขมันเรียบร้อยแล้ว อาจจะมีน้ำไหลซึมออกจากแผลได้ หรืออาจจะมีอาการบวมช้ำ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ นอกจากนั้น บริเวณที่ดูดไขมันอาจจะเกิดอาการช้ำ บวม และมีความเจ็บปวดหลังการดูดไขมัน แต่จะเป็นเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยผู้เข้ารับการดูดไขมัน จะต้องดูแลตัวเองและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อที่จะได้ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนและจะได้มีผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ และที่สำคัญการดูดไขมันยังสามารถดูดได้หลายตำแหน่งตามความต้องการของเรา โดยจะต้องมีการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางและต้องทำโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้วย เพราะการดูดไขมัน เป็นการศัลยกรรมที่ใช้ความเชี่ยวชาญและมีกระบวนการผ่าตัดเข้ามาเกี่ยวข้อง นั่นหมายความว่า หากไม่ได้รับการบริการที่ได้มาตรฐาน อาจจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายนั่นเอง ซึ่งวันนี้ทาง ณัฐชญาคลินิก เราจะมาพูดถึงการดูดไขมันบริเวณต้นขา ซึ่งเป็นจุดที่ได้ความสนใจไม่น้อยในกลุ่มสาวๆ เพราะเป็นจุดที่อาจจะทำให้รู้สึกไม่มั่นใจและหาเสื้อผ้าใส่ได้ยาก อาจจะทำให้สาวๆหลายคนเกิดความสงสัยว่า การดูดไขมันต้นขานั้น มีกี่วิธีและใช้วิธีการแบบไหนถึงจะเหมาะสมและได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับการดูดไขมันต้นขา จะมีวิธีหลัก ๆ ด้วยกันอยู่ 5 วิธี ได้แก่ Vaser, Bodytite, Water Jet, Smart Lipo และ Pal ซึ่งก็จะมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่ว่า เราจะใช้วิธีการแบบใด แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงการดูดไขมันด้วยวิธีการ Vaser และ Bodytite เพราะถือว่าเป็น 2 วิธีการที่มีสาวๆหลายคนให้ความสนใจ สำหรับการดูดไขมันด้วยวิธี Vaser นั้นจะเป็นการดูดไขมัน ด้วยการใช้เครื่องมือ โดยจะปล่อยพลังงานคลื่นเสียง ในระดับความถี่ที่เหมาะสมเพื่อเข้าไปทำปฏิกิริยากับไขมัน ทำให้ไขมันกลายเป็นของเหลว จากนั้นจึงใช้เครื่องมือดูดไขมันที่เป็นของเหลวออกมา โดยวิธีนี้สามารถใช้ได้แทบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น หน้าท้อง สะโพก ใต้คาง ซึ่งระหว่างดูดไขมันด้วย Vaser นั้นจะมีอาการเจ็บเพียงเล็กน้อย และหลังจากดูดเสร็จก็จะไม่มีแผลหรือบวมอะไรมาก ฟื้นตัวได้เร็วนั่นเอง ส่วนการดูดไขมันด้วยวิธี Bodytite ก็คือ การใช้พลังงาน RF ยิงใส่ชั้นลึกของผิวหนังไขมัน ทำให้ไขมันสลายเป็นของเหลวก่อนจะถูกดูดออกมา นอกจาก ความร้อนจากการดูดไขมันด้วยวิธี Bodytite จะช่วยสลายไขมันได้แล้ว ยังทำให้ผิวหนังมีความกระชับ ลดการเสียเลือดได้อีกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนที่ดูดไขมันด้วยวิธี Bodytite นั้นจะใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2 สัปดาห์ และมีรอยช้ำเล็กน้อยเพียงแค่ 1 – 2 มิลลิเมตรเท่านั้น เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินในปริมาณมาก นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่มีไขมันสะสมเฉพาะส่วนอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ทางเราจะต้องบอกก่อนว่า การดูดไขมันนั้น ไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนัก เพียงแค่ช่วยทำให้รูปร่างสัดส่วนมีความกระชับมากยิ่งขึ้นเท่านั้น และหลังจากดูดไขมันเสร็จแล้ว ก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้น เป็นไปตามที่เราพึงพอใจ ทั้งยังช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังจากดูดไขมันด้วย หลังจากการดูดไขมัน ผู้เข้ารับการดูดไขมัน ควรออกกำลังกายเพื่อให้สัดส่วนมีความกระชับมากยิ่งขึ้น เพื่อหุ่นที่สวยงามของเรา

ทั้งนี้ หากใครสนใจเข้ารับการดูดไขมันเพื่อยกกระชับสัดส่วน หรืออยากปรึกษาขอรับคำแนะนำ สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่ ณัฐชญาคลินิก ทางเรามีแพทย์เฉพาะทางที่จะสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง ช่วยตรวจวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการแบบเฉพาะตัวบุคคล เพื่อให้การรักษาสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพและความงามที่ครอบคลุมและตรงจุด เพื่อที่สุดแห่งความมั่นใจและพึงพอใจของผลลัพธ์ในราคาที่เกินคุ้มอย่างแน่นอน